ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน คดีวอเตอร์เกตถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันต้องลาออก แต่เบื้องหลังการเปิดโปงครั้งนั้นมีชายปริศนานามแฝง 'ดีพโธรท' ซึ่งเป็นที่รู้กันในภายหลังว่า คือ มาร์ก เฟลต์ รองผู้อำนวยการเอฟบีไอ หนังเรื่อง Mark Felt: The Man Who Brought Down the White House (2017) นำเสนอเรื่องราวของชายคนนี้ผ่านมุมมองที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ให้ข้อมูล แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องแบกรับความกดดันทั้งจากงานและครอบครัว
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
หนังเปิดเรื่องในปี 1972 เมื่อมาร์ก เฟลต์ (รับบทโดยเลียม นีสัน) ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเอฟบีไอ เขาเป็นคนเคร่งขรึม ทุ่มเทให้กับงาน จนภรรยาออเดรย์ (ไดแอน เลน) และลูกสาวโจน (ไมก้า มอนโร) รู้สึกห่างเหิน เมื่อมีการบุกรุกสำนักงานใหญ่พรรคเดโมแครตที่อาคารวอเตอร์เกต เฟลต์พบว่าเอฟบีไอถูกกดดันจากทำเนียบขาวให้ปิดคดี เขาจึงตัดสินใจลักลอบพบกับนักข่าววอชิงตันโพสต์ บ็อบ วูดเวิร์ด (จูเลียน มอร์ริส) เพื่อเปิดโปงความจริง หนังดำเนินเรื่องผ่านการสืบสวนที่ตึงเครียดและชีวิตส่วนตัวของเฟลต์ที่กำลังพังทลาย
งานการแสดงและตัวละคร
เลียม นีสัน ถ่ายทอดมาร์ก เฟลต์ ได้อย่างน่าทึ่ง เขาสื่อถึงความเงียบขรึม สุขุม แต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและความมุ่งมั่น สายตาที่แน่วแน่และท่าทางที่สงบนิ่งของเขาทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงน้ำหนักของความลับที่เขาแบกรับ ไดแอน เลน ในบทออเดรย์ภรรยาที่เริ่มมีอาการหลงลืม แสดงถึงความเปราะบางและความเศร้าที่สามีไม่เข้าใจ ส่วน ไมก้า มอนโร ในบทโจนลูกสาวที่พยายามทำความเข้าใจพ่อแต่ถูกผลักไส เพิ่มมิติครอบครัวที่แตกร้าว หนังให้ความสำคัญกับตัวละครเหล่านี้พอสมควร แม้บางครั้งจะรู้สึกว่าเรื่องครอบครัวถูกบีบให้สั้นเกินไป
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ ปีเตอร์ แลนเดสแมน เคยเขียนบทหนังอย่าง Kill the Messenger และ Concussion มาก่อน เขาจับจังหวะการเล่าเรื่องได้เนิบช้า สะท้อนบรรยากาศของวอชิงตันในยุค 70 ได้ดี งานภาพของ อดัม ชิมะ ใช้โทนสีหม่นและแสงเงาที่ดูขรึม สื่อถึงความลับและความหวาดระแวง ดนตรีประกอบโดย ดาเนียล เบนซี่ และ ซอนเดอร์ จูเรียนส์ เรียบง่ายแต่ช่วยเสริมอารมณ์ โดยเฉพาะฉากที่เฟลต์นั่งเงียบๆ หรือเดินในท่ามกลางฝูงชน
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ Mark Felt แตกต่างจากหนังเกี่ยวกับวอเตอร์เกตเรื่องอื่นๆ คือการให้ความสำคัญกับชีวิตภายในและแรงจูงใจส่วนตัวของดีพโธรท มากกว่าการเล่าเรื่องการสืบสวนแบบดั้งเดิม หนังตั้งคำถามว่าการทรยศต่อองค์กรเพื่อความถูกต้องนั้นคุ้มค่าหรือไม่? และการกระทำของเฟลต์เกิดจากอุดมการณ์ หรือความแค้นส่วนตัวที่ถูกมองข้ามในตำแหน่ง? นอกจากนี้ หนังยังสะท้อนถึงผลกระทบของความลับที่มีต่อครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้ามในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จังหวะที่ช้าและบางฉากที่ยืดเยื้ออาจทำให้ผู้ชมทั่วไปรู้สึกเบื่อได้
สรุป
<p>หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน หรืออยากรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของชายผู้เปิดโปงคดีวอเตอร์เกต <strong>Mark Felt: The Man Who Brought Down the White House</strong> คือหนังที่ควรดู แต่ถ้าคุณคาดหวังหนังระทึกขวัญเข้มข้นแบบดั้งเดิม คุณอาจผิดหวัง หนังเรื่องนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสำรวจจิตใจของตัวละครมากกว่าการไล่ล่า ทำให้เป็นผลงานที่สงบนิ่งแต่ทรงพลัง</p>
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงของเลียม นีสัน ที่ทรงพลังและละเอียดอ่อน
- +นำเสนอมุมมองใหม่ของดีพโธรทที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
- +บรรยากาศยุค 70 สมจริง งานภาพสวย
- +เนื้อเรื่องเน้นจิตวิทยาและครอบครัวมากกว่าการเมือง
👎 จุดด้อย
- −จังหวะการดำเนินเรื่องช้า อาจไม่ถูกใจคนชอบหนังระทึกขวัญ
- −บทภาพยนตร์บางช่วงยืดเยื้อ ขาดความตื่นเต้น
- −ตัวละครรอบข้างพัฒนาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะภรรยาและลูกสาว
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ใช่ มาร์ก เฟลต์ คือดีพโธรท ผู้ให้ข้อมูลแก่บ็อบ วูดเวิร์ดในคดีวอเตอร์เกต
ใช่ สร้างจากบันทึกความทรงจำของมาร์ก เฟลต์เรื่อง 'A G-Man's Life' และเหตุการณ์จริง
เหมาะกับผู้ชมที่ชอบหนังประวัติศาสตร์ การเมือง และชีวประวัติที่เน้นจิตวิทยามากกว่าแอ็กชัน
All the President's Men เน้นมุมมองนักข่าว ส่วน Mark Felt เน้นมุมมองของผู้ให้ข้อมูลและชีวิตส่วนตัว